โรงพยาบาลสูงเม่น | SMHOS.COM

  สาระน่ารู้ สุขภาพ

หลอดเลือดตีบในโรคเบาหวาน



              คนที่เป็นเบาหวาน เพราะเหตุใดจึงเป็นโรคของหลอดเลือดตีบ และทำไมบางคนเป็นโรคหลอดเลือดตีบที่หัวใจ บางคนเป็นโรคหลอดเลือดตีบที่สมอง หรือ บางคนมีปัญหาหลอดเลือดตีบที่ขา

  • จากสถิติของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF) ปี พ.ศ. 2558 รายงานจำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกประมาณ 415 ล้านคน และจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานมากถึง 5 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่มากกว่าโรคติดเชื้อ เช่น ไวรัสเอดส์ หรือวัณโรคปอด ส่วนสถิติของประเทศไทย สำรวจประชากรที่อายุมากกว่า 50 ปี พบว่าโรคเบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตอันดับ 1 ในเพศหญิง และอันดับ 7 ในเพศชาย
  • ผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่ เสียชีวิตจากโรคของหลอดเลือดต่าง ๆ (Cardiovascular disease) (2-27 ราย ต่อประชากร 1,000 คนต่อปี) เช่น โรคหัวใจ (1-7:1000/ปี) โรคหลอดเลือดสมอง (1-9:1000/ปี) และโรคหลอดเลือดที่ขาตีบตัน เป็นต้น
  • การที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเป็นระยะเวลานาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ในผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงตีบแข็ง (atherosclerosis) โดยเกิดได้ในทุก ๆ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เนื่องจากน้ำตาลที่สูงในเลือดทำให้เกิดความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญพลังงานในระดับเซลล์ เกิดการสร้างสารเคมีและสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ (reac-tive oxygen species, inflammatory cytokines, advance glycation products) ส่งผลให้หลอดเลือดแดงเสียความยืดหยุ่น เปราะและฉีกขาดง่าย เกิดการเปลี่ยนแปลงการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดจับตัวกันง่ายขึ้น นอกจากนี้น้ำตาลที่มีปริมาณมากยัง ทำให้เกิดการจับตัวเป็นก้อน (plaque) เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยง อวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง
  • นอกเหนือจากน้ำตาลในเลือดสูงส่งผลเสียต่อการตีบตันของ หลอดเลือดแดงดังกล่าวแล้ว การที่ผู้ป่วยเบาหวานมีระดับไขมัน คอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และ/หรือ สูบบุหรี่ ร่วมด้วย จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของความผิดปกติของหลอดเลือด ที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมอง หัวใจ ไต และเท้า ทำให้การทำงานของอวัยวะเหล่านี้เสียหน้าที่ เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้
  • ผู้ป่วยเบาหวานมีความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้มากถึงร้อยละ 14.8-41 โดยผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้มากกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวาน 3-4 เท่า ทำให้หลอดเลือดแดงโคโรนารีที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการตีบแข็ง เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง ทำให้หัวใจต้องออกแรงทำงานมากกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการประกอบกิจวัตรประจำวันหรือการออกกำลังกาย ส่งผลทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยเวลาออกแรง หากเป็นมากขึ้น ทำให้หัวใจวายและเสียชีวิตได้
  • ผู้ป่วยเบาหวาน ยังมีโอกาสเกิดปัญหาหลอดเลือดแดงตีบแข็งที่สมอง ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ได้มากกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวาน 3-4 เท่า เมื่อหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน เนื้อสมองตาย ผู้ป่วยอาจมีอาการชาครึ่งซีก หรืออ่อนแรงแขนขาครึ่งซีก หากสมองขาดเลือดเป็นบริเวณกว้าง หรือส่งผลต่อศูนย์ควบคุมการหายใจ ทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลว เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต ผู้ป่วยต้องนอนติดเตียง เกิดโรคติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่ายและเสียชีวิตได้เช่นกัน
  • นอกจากโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองแล้ว ผู้ป่วยเบาหวานยังมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบแข็งที่ขา ทำให้เลือดไปเลี้ยงปลายเท้าได้ไม่ดี ผู้ป่วยมีอาการปวดน่อง ปวดเท้า หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นขา เวลาเดินนาน ๆ หรือขึ้นบันได ในช่วงแรกอาการปวดอาจดีขึ้นเมื่อพัก แต่หากหลอดเลือดตีบมากขึ้น อาจทำให้ปวดมากตลอดเวลาหรือเป็นตะคริวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากลางคืน นอกจากนี้ อาจตรวจพบเล็บเปราะ ขนนิ้วเท้าร่วง ปลายเท้าซีดเย็นหรือดำคล้ำ คลำชีพจรที่เท้าไม่ได้ เกิดแผลบริเวณปลายนิ้วเท้าได้ง่าย แผลอาจติดเชื้อเรื้อรัง หายช้าและลุกลามจนอาจถูกตัดเท้าได้
    การป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงตีบแข็ง ได้แก่
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ (น้ำตาลสะสมหรือ HbA1c < 6.5-7%)
  • ควบคุมไขมันในเลือดให้ปกติ (ไขมันเลว LDL-cholesterol < 100 มก./ดล.)
  • ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ (<140/90 มิลลิเมตรปรอท)
  • ควบคุมอาหาร เลี่ยงอาหารหวานและอาหารที่มีไขมันสูง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • งดดื่มเหล้าและงดสูบบุหรี่

ข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th